วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2555

javascript block keyin thai language

ในโลกของทุกอย่างที่ทำงานบน internet นั้น ในหน้า form html เรามีความจำเป็นอย่างที่ต้อง filter ข้อมูลที่ keyin เข้าให้เฉพาะเจาะจง เช่นในหน้า Login Form เราสามารถ กรอกให้ User กรอกเฉพาะภาษา อังกฤษเท่านั้น
ซึ่งแสดงใน code js ข้างล่าง

//Function dont input Text in thai--
function DisplayOnlyE(e){
//alert(String.fromCharCode(e.keyCode));
key = e.keyCode;
e.returnValue = false;
if( (key > 64 && key < 91) || key == 32 || key == 46){ //BIG English
e.returnValue = true;
}else if( (key > 96 && key < 123) || key == 32 || key == 46 ){
e.returnValue = true;
}else if( key > 47 && key < 58 ){
e.returnValue = true;
}
}

//ใช้งาน
<html:password onkeypress="DisplayOnlyE(event);" property="password" value="ar00201n05" style="width:169px ; background-color:#FFF ; border:0px ; height:20px ; font-family:DBAdmanXRegular ; color:#000 ; font-size:18px"> </html:password>

Java Get IP Address ทะลุทะลวง proxy

ปัจจุบัน ระบบข้างในที่เปิดให้บริการจะมี พวก proxy มาเกี่ยวข้อง เวลาเขียนโปรแกรมเพื่อต้องการ get เอา IP ของ Client ที่เรียกหรือใช้บริการ บางคร้ังเราจะได้ ip ของ proxy ภายใจดังนั้น code ข้างล่างนี้จะช่วยท่านได้
โดยจะ จะได้ IP ของ client ที่เรียกเข้ามา


String ipAddress = request.getHeader("proxy-ip");
if (ipAddress == null) {
ipAddress = request.getHeader("X-FORWARDED-FOR");
if (ipAddress == null){
ipAddress = request.getRemoteAddr();
}
}

iText print out PDF R java.io.IOException: trailer not found.

ความต้องการ :
ต้องการออกรายงาน หรือเอกสารที่เป็น PDF file สำหรับทำสัญญา โดยที่ มี pdf template อยู่แล้วจากนั้นก็อ่าน Stream buffer เข้ามาซึ่งในระบบ
ใช้ iText ในการ GenPDF ไฟล์ ออกผ่านหน้า Browser
ปัญหา :
[2/13/12 11:48:32:581 ICT] 00000025 SystemErr R java.io.IOException: trailer not found.
[2/13/12 11:48:32:581 ICT] 00000025 SystemErr R at com.lowagie.text.pdf.PdfReader.readXref(Unknown Source)
[2/13/12 11:48:32:581 ICT] 00000025 SystemErr R at com.lowagie.text.pdf.PdfReader.readPdf(Unknown Source)
[2/13/12 11:48:32:581 ICT] 00000025 SystemErr R at com.lowagie.text.pdf.PdfReader.(Unknown Source)

วิธีแก้ไข:
ถ้าเกิด Exception แบบนี้ในการ Gen PDF ไฟล์ สำหรับ iText ให้ลองตรวจสอบ version ที่ Convert pdf ไฟล์
ด้วยว่าเ

วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การแก้ปัญหาระบบช้า part.1

การ solving หรือ solution ที่เป็นเทคนิคสำคัญในการแก้ปัญหาระบบช้า เพื่อให้ตอบสนอง การใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ
คือการทำ System Design ซึ่งจะเป็นการออกแบบระบบที่มีประสิทธิภาพ แม่นยำ ถูกต้อง ง่ายต่อการใช้งาน และ ง่ายต่อการบริหารจัดการ
หรือแก้ไขระบบในภายหลัง
ถ้าต้องการให้ระบบที่ implement ทำงานมีประสิทธิภาพ มีกระบวนการ Design ดังนี้
1. pattern และ style การ coding
เช่น การเเบ่ง class หรือแบ่งงานที่ทำหน้าที่ต่างๆ ในรูปของ MVC เช่น Model ,View ,Controller หรือ Layer Access Database
2. Database Design
การจัดการเกี่ยวกับ Database มีผลต่อการใช้งานของ User เมื่อมีข้อมูลเยอะ ดังนั้นการเขียน SQL ในรูปของ Stroreprocedure หรือ PL/SQL เพื่อโยนความรับผิดชอบในการ
อ่าน,เขียน,ลบ,ค้นหา ให้ Database Server รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว (ขึ้นอยู่กับ ยี่ห้อ Database)
ดังนั้นจะเห็นว่า code หรือตัวภาษาจะเป็นสือการในการ Input,Output ข้อมูล เท่านั้นเอง ซึ่งการทำงานก็จะเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพ ลด traffic และ Over head ระหว่าง
WebServer กับ Database Server แต่ถ้ามีข้อมูลเยอะๆ มีเทคนิคในการแก้ปัญหาอย่างไร? วิธีหนึ่งที่เห็นในการแก้ปัญหาคือการ ลมข้อมูลใน record ที่ไม่ใช้งานหรือข้อมูลที่เก่า
การทำเช่นนี้ก็ต้องทำการ table ที่เป็น transaction เพราะจะทำให้ระบบทำงานได้ดีขึ้น แต่ถ้าเป็นระบบที่มีการ Design ดีๆ ก็จะมีการ ย้ายข้อมูลที่เป็น transaction ไปไว้ใน table backup
ดังนั้นการทำงานของระบบก็จะมีประสิทธิภาพ ได้ดีขึ้น ซึ่งการจะทำอย่างนี้ก็ต้องมีการ Filter หรือ select และต้อง Difine ว่าจะทำอย่างไร เวลาเท่าไร เช่นเลือก table transaction ที่มีการใช้งานมาที่สุด
มา ย้ายไปที่ tabale back up โดยมีการย้ายทุกๆ 1 เดือน หรือ 3 เดือนขึ้นอยู่กับความสำคัญของข้อมูล เป็นต้น ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับ การใช้งาน ข้อมูล ความต้องการ และ ความเหมาะสมกับระบบ
นั้นๆด้วย
3. System Design
การออกแบบระบบ ที่ดีเมื่อเริ่มการการ code cleaning,Database design บางครั้งก็ต้องทำการ tuning system เพื่อให้เหมาะสมกับระบบและการใช้งาน
4. Hardware
แน่นอนครับ hardware เป็นสิ่งที่ควรปรับปรุงให้เหมาะสมกับ software

วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Error ResultSet is closed.

ช่วงนี้ได้แก้ไขระบบงานของ บ เอกชนแห่งหนึ่งย่านสาทร ซึ่งระบบงานค่อนข้างซับซ้อนมากมายเนื่องจากข้อมูลเยอะมากและเกี่ยวเนื่องกัน สิ่งที่ต้องเจอในการ code program คงหนีไม่พ้นเรื่อง query,insert,update ,delete ตาม logic business แน่นอนครับ เมื่อระบบงานที่มี logic เยอะแยะมากมายตามความต้องการของระบบหรือ ตาม privacy ก็ตามแต่ program ทีี่เราเขียนก็มีความจำเป็นต้องมีการการพวก Result set, statement มากกว่า 1 Object ในการจัดการกับ database เพื่อดึงข้อมูลหรือ update ข้อมูล ดังนั้นจึงมีการเขียน statement ซ้อน statement จึงเป็นสาเหตุให้เราต้องเจอ Errors ResultSet is closed.

วิธีแก้ ให้ตรวจสอบ statement ,result set จากข้างใน ว่าเป็น object เดียวกันไหม แล้วค่อยไล่ statement ข้างนอกก็จะเจอ bug ตัวใหญ่

ซึ่งเกิดจากการเขียน code ผิดของเราเอง ^^!

java class to String

บางครั้งในการเขียนโปรแกรมซึ่งเรามีความจำเป็นต้องสร้าง java class ขึ้นมาเพื่อเป็นที่พักข้อมูลที่เป็น Object เช่น Bean ต่างๆ ซึ่งใน class java จะมี method สำหรับ get,set สำหรับกำหนดค่าและนำค่าไปใช้ ดังนี้ เรามีความจำเป็นต้องการรู้ค่าต่างๆใน java class นั้นๆ โดยใช้ method toString() ซึ่งในตัวอย่างเป็น code Override toString โดยไม่ต้องไปสนใจว่าเรามีจำนวน Field หรือ attribute ใน class มากขนาดไหน โดยเขียน code ได้ดังนี้

public class testBean{

private String id;

private String name;

.....

getXX,setXX

....

@Override

public String toString() {
Class cl = this.getClass();
StringBuilder buffer = new StringBuilder();
for (Field field : cl.getDeclaredFields()) {
try {
buffer.append(" ");
buffer.append(field.getName());
buffer.append(":");
buffer.append(field.get(this));
} catch (IllegalArgumentException ex) {
ex.fillInStackTrace();
} catch (IllegalAccessException ex) {
ex.printStackTrace();
}
}
return buffer.toString();

}

}

จะเห็นว่า method toString จะเป็นการ วนวูบ get ชื่อ attribute และ value มาใส่ StringBuffer เพื่อแสดงข้อมูล ซึ่งสามารถนำเอาไปใช้ประโยชน์ทั้งการดู data ,print out console,debug ต่างๆ เป็นต้น

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554

การใช้ภาษาไทย กับ java web application (servlet, jsp)

การใช้ภาษาไทย กับ java web application (servlet, jsp)
การใช้งาน java web app กับภาษาไทย มักจะมีปัญหา เรื่องไม่แสดงผลตามที่ต้องการ หรือใส่ข้อมูลหน้าเว็บ เป็นภาษาไทย แต่เมื่อ submit แล้ว กลับแสดงผลออกมาเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ ดังนั้นผมจึงได้รวบรวมข้อมูล และเสนอวิธีการจัดการเกี่ยวกับ การแสดงผลภาษาไทย และภาษาอื่น ๆ ของ application ที่ทำงานบน java web app container ดังนี้


รู้จัก Character set Encoding (ขอเรียกสั้น ๆ ว่า charset) ที่ใช้กับภาษาไทย
เนื่องจากปัจจุบันการเก็บข้อมูลของ character นั้นเป็นแบบ multibyte character หรือก็คือ 1 ตัวอักษร ใช้มากกว่า 1 byte ในการเก็บข้อมูล ซึ่งไม่เหมือนในสมัยก่อนที่ character 1 ตัวอักษรมีขนาดข้อมูลเท่ากับ 1 byte แต่การเก็บข้อมูลแบบ 1 character ต่อ 1 byte ก็ยังคงใช้อยู่ ดังนั้น ใน OS ที่รองรับการแสดงผลหลายภาษา จะมีการเข้ารหัสข้อมูลเพื่อให้รหัสตัวอักษรแต่ละตัว ตรงกับ ตารางตัวอักษรมาตรฐาน ของแต่ละภาษาก่อน ซึ่ง charset ที่ใช้กับภาษาไทยได้ มีดังนี้

TIS-620
WINDOWS-874


ส่วน charset ที่สามารถรองรับได้หลายภาษาพร้อมกันนั้น เรามักจะใช้ UTF-8 นั้นหมายความว่า ถ้าในเพจ หน้าหนึ่งของเรา ต้องแสดงผลหลาย ๆ ภาษา ควรจะต้องใช้ charset UTF-8

ในการเขียนโปรแกรมภาษาจาวา โครงสร้างข้อมูลพื้นฐานที่เก็บตัวอักษร (char) จะเก็บเป็น unicode ซึ่งจะกินเนื้อที่ 2 ไบต์ ข้อมูลตัวอักษรใด ๆ ที่ใช้ char หรือ class String อ้างอิงเพื่อประมวลผล จะถูกแปลงให้อยู่ในโีครงสร้างข้อมูลดังกล่าวก่อน ดังนั้น และใน class String จะมี method byte[] getBytes(charset) ซึ่งใช้สำหรับ encoding string ให้อยู่ในลำดับของ byte ด้วย charset ที่กำหนด ซึ่ง method นี้จะมีประโยชน์มาก เมื่อเราต้องการเก็บข้อมูลตัวอักษร ลงฐานข้อมูลที่ใช้ charset ต่างกัน หรือแปลงข้อมูลอักษรลงไฟล์ เพื่อไปใช้ในระบบอื่นที่ต้องการ charset ต่างออกไป

String s = new String(byte[],charsetDecoder)

โดย charset decoding คือ ชื่อของ decoding ที่ต้องการถอดรหัส ซึ่งควรจะเป็นชื่อเดียวกับ charset ที่ encoding ไว้ มิฉะนั้นอาจจะได้ String ที่อ่านไม่ออก

เมื่อเราพอจะรู้เรื่องของ encoding บ้างแล้ว ก็มาเริ่มทำขั้นตอนต่อไปเลยดีกว่า ซึ่งขั้นตอนต่อไปนั้น ทำให้เราสามารถประหยัดเวลาในการเขียนโปรแกรมขึ้นมาก

การใช้ html meta tag
เมื่อเราเขียน servlet หรือ jsp มาถึงขึ้นตอนการเขียนโปรแกรมแสดงผล ในบรรทัดแรกเลยที่จะใช้คำสั่ง out.println หรือถ้าใน jsp ก็หมายถึงบรรทัดแรก ๆ เราควรจะให้ output meta tag ก่อน เพราะใน meta tag มี attribute ที่ให้เราสามารถกำหนด character set encoding ได้ ดังนี้

servlet
out.println("");

JSP

และควรกำหนดที่ page directive tag ของ jsp ด้วยดังนี้
<%@ page contentType="text/html;charset=UTF-8"%>

ผลของการกำหนด meta tag จะทำให้ browser ที่แสดงผลปลายทาง ทำการ decoding ข้อมูลที่ได้รับจาก web server ตาม charset ที่กำหนด และ ทำการ encoding ข้อมูลที่ได้รับจาก form ในหน้าเว็บ ส่งให้ web server

ดังนั้น ถ้าเราไม่กำหนด meta tag ในส่วนนี้ browser ก็จะใช้ default charset ของ browser แต่ละยี่ห้อทำการ encoding และ decoding ( ซึ่งจะทำให้เราไม่สามารถควบคุมได้ เพราะเราก็รับประกันไม่ได้ว่าผู้ใช้จะใช้ browser ยี่ห้อใดบ้าง หรือ ผู้ใช้ตั้งค่า charset ของ browser ไว้เองแล้วหรือไม่

หมายเหตุ ส่วนใหญ่ browser จะใช้ default charset เป็น ISO-8859-1

การตั้งค่า compile Encoding
คือการกำหนดค่าให้กับ java compiler และ jsp compiler ว่า source code ที่จะ compile ต้องการใช้ encoding อะไร ซึ่งการกำหนด compile Encodeing จะมีผลโดยตรงกับ String ที่เราใช้แสดงผลที่ hard code ไว้ใน source code ถ้าเรากำหนด compile Encoding ที่ไม่รองรับภาษาที่เราใช้ ผลที่แสดงออกมาอาจจะผิดพลาดได้ เราสามารถ ตั้งค่า compile Encoding ได้ดังนี้

Servlet
ถ้าเราใช้ IDE ก็ให้ตั้งค่า Text file encoding ใน IDE นั้น ๆ ได้เลย แต่ถ้าเราใช้ command line java compile (javac) ให้ใส่ option เข้าไปดังนี้

javac -encoding TIS-620 myservlet.java

JSP
กำหนดได้ที่ attribute pageEncoding ของ Page directive เพื่อให้ JSP compile รู้ได้ดังนี้

<%@ page pageEncoding="TIS-620" %>

การตั้งค่า Encoding ให้กับ class HttpServletRequest และ HttpServletResponse
จากที่กล่าวมาแล้วในข้อที่ 2 ดังนั้น servlet และ jsp ที่มีการนำข้อมูลที่ส่งผ่าน form จากหน้าเว็บมาประมวลผล จะต้อง set charecterEncoding ให้กับ instance ของ HttpServletRequest (ใน jsp ก็คือ request) โดยเราจะต้อง set charset ให้ตรงกับที่ตั้งไว้ใน html meta tag หรือ page directive contentType ซึ่งถ้าเราไม่ได้ set charset ให้ ค่า charset ปกติจะเป็น ISO-8859-1 ซึ่งเมื่อ charset ไม่ตรงกัน string ที่ได้ก็จะผิด ส่วน instance ของ HttpServletResponse (ใน jsp ก็คือ response) นั้น จะถูกตั้งค่าไว้ตาม page directive contentType หรือตาม charset ที่ webcontainer ตรวจสอบได้ หรือเราตั้งค่าเองไว้ใน code

ตัวอย่างการใช้งาน
request.setCharacterEncoding("UTF-8");
String st = request.getParameter("param1");

response.setCharacterEncoding("TIS-620");

เพื่อความสะดวกมากขึ้น ผู้ออกแบบโีครงสร้าง web app ของจาวาได้ออกแบบ servlet filter class ซึ่ง servlet filter จะช่วยให้เราปรับแต่งค่าของ HttpServletRequest และ HttpServletResponse ซึ่งเราสามารถใช้ servlet filter ตั้งค่า charset สำหรับ jsp และ servlet ทุก ๆ หน้าได้ ทำให้ไม่ต้องโค้ดคำสั่ง request.setCharacterEncoding บ่อย ๆ ซึ่งวิธีการสร้าง class และ ใช้งานทำได้ดังนี้

4.1 สร้าง class servlet filter โดย มีตัวอย่างดังนี้


import java.io.IOException;

import javax.servlet.Filter;
import javax.servlet.FilterChain;
import javax.servlet.FilterConfig;
import javax.servlet.ServletException;
import javax.servlet.ServletRequest;
import javax.servlet.ServletResponse;

public class UTF8Filter implements Filter {

FilterConfig filterConfig;

public UTF8Filter(){
super();
}

public void init(FilterConfig arg0)
throws ServletException {
filterConfig = arg0;

}

public void doFilter(ServletRequest request, ServletResponse response, FilterChain chain)
throws IOException, ServletException {

request.setCharacterEncoding("UTF-8");
response.setCharacterEncoding("UTF-8");

if (chain != null)
chain.doFilter(request, response);
}

public void destroy() {
filterConfig = null;
}

}


จากโค้ดข้างบนนี้ เป็น filter ที่ตั้งค่า charset ให้กับ ServletRequest กับ ServletResponse เป็น UTF-8

4.2 เมื่อ คีย์โค้ดข้างบนแล้ว เราก็ต้องเขียน descriptor code เพิ่มไปใน web.xml โดย วางตำแหน่งไว้ใน tag ดังนี้


<filter
>
<filter-name>UTF8Filter</filter-name>
<filter-class>web.filter.UTF8Filter</filter-class>
</filter>
<filter-mapping>
<filter-name>UTF8Filter</filter-name>
<url-pattern>/*</url-pattern>
</filter-mapping>

หากเราต้องการให้ filter มีผลกับเฉพาะบางไฟล์ ก็ให้เราไปแก้ไข descriptor ที่ tag url-pattern

ข้อมูลอ้างอิงจาก :

http://www.narisa.com/forums/index.php?showtopic=1800
http://java.sun.com/products/jsp/syntax/1.2/syntaxref12.html
และประสบการณ์ที่ผ่านมา
อ้างอิงจาก blogger:

http://buewhite-javatip.blogspot.com/2007/12/java-web-application-servlet-jsp.html